No way with out you

มีคนเคยบอกว่า “สิ่งที่ยากที่สุดคือการได้มา และสิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการรักษาสิ่งนั้นไว้”
ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันเท่าไหร่นัก แต่หลังจากที่ตัวเองทำเรื่องไม่ดีให้คน ๆ นึงที่สำคัญมาก มากจนอยากมีอนาคตด้วยพังลงไป ทุกอย่างมันดูแย่ไปหมด ถ้าย้อนเวลาไปได้คงไม่ทำแบบนี้ ก่อนหน้านี้ ยอมรับว่าสัญญาแบบขอไปที อาจจะเพราะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองได้รับมามันดีมากแค่ไหน จัดการได้เครียร์ได้ ยังไงเราก็เจอกัน ทำให้ปล่อยปละละเลยไป เราอยู่กับสิ่ง ๆ นั้นทุกวันเลยทำให้เรามองคุณค่าไม่มากเท่าที่ควร

วันนึงที่เค้าต้องเดินทาง มันค่อนข้างกระทันหันมากสำหรับเรา ทุกวันเราเจอกัน แต่วันนึงอยู่ดี ๆ ทุกอย่างก็นิ่ง เหมือนกับว่าทุกสิ่งอย่างไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน กลับไปอยู่บ้านคนเดียว กิจกรรมที่เคยมีก็หายไป การเจอหน้ากัน เดินห้าง กินข้าว เรียกได้ว่าทุกอย่างในชีวิตเลยก็ว่าได้ หลายสิ่งหลายอย่างมีการทดแทนกันด้วยการโทรหากัน การคุยผ่าน facetime แต่ระยะหลังมานี้ เราคุยกันน้อยลง ไม่รู้ว่าเค้าได้สังเกตุบ้างไหม แต่เราไม่ได้หมายความว่าเพราะสิ่งนี้มันเลยทำให้เราทำเรื่องไม่ดีนะ อาจจะ 1-2% เท่านั้น แต่ % ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นความผิดเราอยู่ดีนั่นแหละ

การเกิดปัญหาแต่ล่ะครั้งเรามี ระยะทางและเวลาเข้ามาเป็นตัวกั้นกลาง การจัดการเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้นดูเหมือนจะยากขึ้นไปหลายเท่า แค่เสียงเราเค้ายังไม่อยากจะฟังเลย ปกติเราเป็นคนไม่ค่อยง้อใครเท่าไหร่ เหตุผลหนะหรอ ง้อไม่เป็น ไม่รู้ว่าต้องง้อยังไง ต้องทำยังไง ถ้าอยู่ต่อหน้าก็ยังจะพอคุยกันได้ แต่พอมีสิ่งต่าง ๆ มากั้นกลางแบบนี้ ยิ่งทำให้มองไม่เห็นทางออกเลย ตัวช่วยยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่ รู้สึกได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้มันกลับมาอยู่ในจุดที่พอใจ ไม่อยากเสียไป

ไม่รู้ว่าการเงียบไปมันจะช่วยให้อะไร ๆ มันดีขึ้นไหม ใจนึงก็กลัวว่าถ้าปล่อยไปแล้วทุกอย่างมันจะจางหายไปหรือเปล่า อีกใจก็พยายามจะเข้าใจทุกอย่าง พยายามเข้าใจว่าทุกสิ่งอย่างต้องใช้เวลา เราต้องให้เวลาเค้า

 

กลับมาดีกันเถอะ คุณคือคนเดียวในโลกนี้ ที่ผมอยากใช้ชีวิตด้วย